LNG เชื้อเพลิงใหม่ กับ เรือคลองแสนแสบ
กรุงเทพมหานครได้ส่งเสริมให้มีการเดินเรือโดยสารในคลองแสนแสบมาตั้งแต่ปี 2533 เพื่อบรรเทาปัญหาการจราจรทางบก ในปีแรกๆ เป็นเรือเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 4-6 สูบ ที่ดัดแปลงมาจากเครื่องยนต์เก่าของรถยนต์ บางลำใช้อุปกรณ์ลดเสียงที่ไม่มีประสิทธิภาพ จึงมีปัญหาเสียงรบกวนต่อประชาชนที่อาศัยอยู่ริมน้ำอย่างมาก กรมควบคุมมลพิษ กรมเจ้าท่าและกรุงเทพมหานคร จึงได้ร่วมมือกันแก้ไขปัญหามลพิษทางเสียงจากเรือหางยาวในคลองแสนแสบ ซึ่งต่อมาในปี 2537 ผู้ประกอบการโดยบริษัท ครอบครัวขนส่ง จำกัด ได้ให้ความร่วมมือในการเปลี่ยนเรือหางยาวมาเป็นเรือเครื่องกลางลำแทน
กรุงเทพมหานครได้ส่งเสริมให้มีการเดินเรือโดยสารในคลองแสนแสบมาตั้งแต่ปี 2533
เส้นทางเดินเรือโดยสารในคลองแสนแสบระหว่างท่าน้ำวัดศรีบุญเรือง เขตบางกะปิ จนถึงท่าสะพานผ่านฟ้าลีลาศ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย มีท่ารับ-ส่งผู้โดยสาร 27 ท่า ระยะทางประมาณ 18 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาทีถึง 1 ชั่วโมง ซึ่งเรือโดยสารเครื่องกลางลำที่ให้บริการอยู่ในปัจจุบันจะมี 2 ขนาด คือขนาดใหญ่ และขนาดเล็ก มีจำนวนทั้งหมด 72 ลำ แบ่งเส้นทางออกเป็น 2 ช่วง โดยเรือขนาดใหญ่จะบรรทุกผู้โดยสารได้ 150 - 200 คน จะให้บริการช่วงระหว่างท่าวัดศรีบุญเรือง-ประตูน้ำ จำนวน 47 ลำ ส่วนเรือขนาดเล็กจะบรรทุกผู้โดยสาร 80 - 100 คน จะให้บริการช่วงระหว่างท่าประตูน้ำ-สะพานผ่านฟ้า จำนวน 25 ลำ
เนื่องจากราคาน้ำมันดีเซลสูงขึ้นในปี 2553 เจ้าของบริษัท ครอบครัวขนส่ง จำกัด โดยคุณชวลิต เมธยะประภาส ได้ร่วมมือกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ทดลองนำ “ก๊าซธรรมชาติเหลว” หรือ LNG (Liquefied Natural Gas) มาใช้เป็นเชื้อเพลิงในเรือโดยสารโดยใช้เครื่องยนต์ดีเซลดัดแปลง ในเรือลำเดียวกันสามารถสลับใช้น้ำมันดีเซลล้วนและน้ำมันดีเซลผสม LNG ได้ ด้วยเหตุผลเรื่องการประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาวและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
เจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจมลพิษทางอากาศและเสียงจากเรือโดยสาร ปี 2553
LNG มีคุณสมบัติเป็นก๊าซธรรมชาติที่มีก๊าซมีเทนเป็นส่วนประกอบหลักประมาณร้อยละ 88-95 และถูกทำให้เย็นลงจนมีอุณหภูมิประมาณ -160 องศาเซลเซียส ที่ความดันบรรยากาศ จนเปลี่ยนสภาพเป็นของเหลว ใส ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่เป็นพิษ มีปริมาตรลดลง 600 เท่า และมีค่าความร้อนประมาณ 1,000 – 1,160 บีทียูต่อลูกบาศก์ฟุต ในปี 2553 มีเรือ LNG ออกให้บริการแล้วมีจำนวน 13 ลำ ซึ่งใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 6 – 8 สูบ
จากการสำรวจมลพิษจากเรือที่เปลี่ยนมาใช้น้ำมันดีเซลผสม LNG เปรียบเทียบกับกรณีที่ใช้น้ำมันดีเซลล้วน โดยกรมควบคุมมลพิษ เมื่อมิถุนายน - กรกฎาคม 2553 พบว่าเมื่อตรวจควันดำด้วยระบบวัดความทึบแสง พบควันดำลดลงเฉลี่ยร้อยละ 30 ในเรือ 5 ลำ และเรืออีก 5 ลำมีควันดำเพิ่มขึ้น สังเกตปริมาณควันขาวเพิ่มมากขึ้นด้วย สาเหตุของควันขาวเกิดจากอัตราส่วนผสมระหว่างการจ่ายน้ำมันและปริมาณก๊าซยังไม่เป็นสัดส่วนที่เหมาะสม คาดว่าการควบคุมปริมาณการจ่ายน้ำมันจะทำงานไม่สมบูรณ์หรืออาจยังไม่ได้รับการปรับตั้งให้มีประสิทธิภาพอย่างเหมาะสม จำเป็นต้องไปศึกษาในรายละเอียดต่อไป
สำหรับมลพิษประเภทก๊าซไฮโดรคาร์บอน (HC) และก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) พบว่าเมื่อเปลี่ยนไปใช้น้ำมันดีเซลผสม LNG จะทำให้ปริมาณ HC และ CO เพิ่มขึ้นค่อนข้างสูง ไม่ว่าจะตรวจวัดด้วยรอบเดินเบาหรือตรวจวัดด้วยการเร่งเครื่องจนถึงรอบสูงสุด ในเรื่องระดับเสียง การใช้ดีเซลผสม LNG ทำให้มีเสียงเครื่องยนต์ดังกว่าเพียงเล็กน้อย (จากกราฟด้านล่าง)
บริษัท ครอบครัวขนส่ง จำกัด มีเป้าหมายที่จะทำการปรับปรุงให้เป็นเรือที่ใช้น้ำมันดีเซลผสม LNG รวม 60 ลำ และต้องการการศึกษาเพิ่มเติมเรื่องการระบบการควบคุมปริมาณการจ่ายน้ำมัน เพื่อให้ใช้ LNG ในสัดส่วนที่มากกว่าน้ำมันดีเซล และเพื่อแก้ไขปัญหาด้านการระบายมลพิษร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
ปริมาณควันดำจากเรือโดยสารที่ใช้น้ำมันดีเซล และดีเซลผสม LNG
ปริมาณคาร์บอนมอนอกไซด์ CO จากเรือโดยสารที่ใช้น้ำมันดีเซล และดีเซลผสม LNG
ปริมาณไฮโดรคาร์บอน HC จากเรือโดยสารที่ใช้น้ำมันดีเซล และดีเซลผสม LNG
ระดับเสียงเรือโดยสารที่ใช้น้ำมันดีเซล และดีเซลผสม
บทความโดย : นายเถลิงศักดิ์ เพ็ชรสุวรรณ นางนิภาภรณ์ ใจแสน ส่วนมลพิษทางเสียงและความสั่นสะเทือน นางสาวนุชจริยา อรัญศรี ส่วนมลพิษทางอากาศจากยานพาหนะ
