ความรู้ทั่วไปเรื่องมลพิษทางเสียงและความสั่นสะเทือน
มลพิษทางเสียงและความสั่นสะเทือน เป็นมลพิษที่มีความแตกต่างจากมลพิษประเภทอื่นๆ เนื่องจากเสียงและความสั่นสะเทือนเป็นการเคลื่อนที่ของพลังงานผ่านตัวกลางใดๆ เข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ทางอวัยวะรับความรู้สึกของมนุษย์ คือ หูและร่างกาย ถ้าพลังงานที่ร่างกายได้รับนี้อยู่ในรูปแบบและในเวลาที่เหมาะสม นอกจากจะไม่เป็นอันตรายแล้ว ยังเป็นประโยชน์แก่มนุษย์ เช่น ใช้เสียงและความสั่นสะเทือนในการสื่อสาร ให้ความบันเทิง ใช้เตือนภัย ใช้ตรวจสอบความถูกต้องการทำงานของเครื่องจักรและอุปกรณ์ เป็นต้น
แต่หากเสียงดังที่ร่างกายได้รับมากเกินขีดจำกัดของร่างกาย และอยู่ในรูปแบบหรือเวลาที่ไม่เหมาะสมก็จะส่งผลกระทบได้ทั้งต่อร่ายกายและจิตใจ เช่น การทำลายอวัยวะรับการได้ยิน การทำให้เกิดความรำคาญ โรคเครียด หรืออาจเป็นสาเหตุให้เกิดโรคร้ายต่างๆ ได้
ดังนั้นในการศึกษาเรื่องมลพิษทางเสียงและความสั่นสะเทือนเป็นการศึกษามลพิษในด้านของพลังงาน ความรู้และความเข้าใจ วิธีการและอุปกรณ์ ตลอดจนการศึกษาผลกระทบ มีความจำเป็นต้องอาศัยความรู้พื้นฐานด้านฟิสิกส์และคณิตศาสตร์อย่างมาก เพื่อให้สามารถเข้าใจสภาพที่แท้จริงของปัญหา และสามารถเลือกแนวทางในการแก้ไขได้อย่างถูกต้องและเป็นรูปธรรม
ผลกระทบของเสียงและความสั่นสะเทือน
ผลกระทบทางเสียงและความสั่นสะเทือนเป็นปัญหาในระดับท้องถิ่น กล่าวคือผลกระทบที่เกิดขึ้นจะไม่แพร่กระจายไปในสภาพแวดล้อมอย่างมลพิษด้านอื่นๆ และค่อนข้างมีลักษณะเฉพาะตัวในการส่งผ่านไปในสภาพแวดล้อม ตามกฎแห่งพลังงาน นอกจากธรรมชาติของเสียงและความสั่นสะเทือนในการแปรเปลี่ยนตามสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากสารมลพิษอื่นๆ แล้ว ร่างกายของมนุษย์ยังมีการตอบสนองต่อเสียงและความสั่นสะเทือนที่มีลักษณะเฉพาะตัว ในแต่ละช่วงระดับพลังงานและความถี่ที่แตกต่างกัน ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยทั่วไปการศึกษาผลกระทบทางด้านเสียงและความสั่นสะเทือนต่อมนุษย์ สามารถแบ่งได้ดังนี้
เสียง
- พื้นฐานความรู้ด้านเสียง (Fundamental acoustics)
- โครงสร้างและการทำงานของอวัยวะการได้ยิน (Structure of hearing mechanism)
- วิธีการศึกษาและอุปกรณ์การตรวจวัด (Methodology and instrument)
- ผลกระทบของเสียงด้านกายภาพ (Physical acoustics)
- ผลกระทบของเสียงด้านจิตใจ (Psychological acoustics)
ความสั่นสะเทือน
- พื้นฐานความรู้ด้านความสั่นสะเทือน (Fundamental vibration)
- วิธีการตรวจวัดและอุปกรณ์ (Methodology and instrument)
- ผลกระทบของความสั่นสะเทือนต่อร่ายกายมนุษย์ (Human vibration)
- ผลกระทบของความสั่นสะเทือนต่อโครงสร้างอาคาร (Structure vibration)
สถานการณ์ปัจจุบันของปัญหามลพิษทางเสียง และความสั่นสะเทือนในประเทศไทย
กรมควบคุมมลพิษ มีสถานีตรวจวัดระดับเสียง ในการตรวจวัดระดับเสียงกระจายอยู่ตามเมืองสำคัญทั่วประเทศ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ได้แก่ พื้นที่ทั่วไป(พื้นที่พักอาศัย สถาบันการศึกษา สถานที่ราชการ พื้นที่ใกล้เขตอุตสาหกรรม) พื้นที่ริมเส้นทางจราจร พื้นที่ริมคลอง โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีจำนวนสถานีมากที่สุด นอกจากนี้ยังมี จุดตรวจวัดระดับเสียงชั่วคราวริมเส้นทางจราจรสายหลัก และ คลองที่มีการเดินเรือโดยสาร
เนื่องจากมลพิษทางเสียงเป็นมลพิษที่มีลักษณะเฉพาะพื้นที่โดยรอบแหล่งกำเนิดเสียง และมีการแพร่กระจายไปในวงจำกัด ภายใต้กฎแห่งพลังงาน การจะแสดงสภาพของปัญหาจึงต้องมีการเก็บข้อมูลทางสถิติ แล้วจัดแบ่งประเภทให้เป็นหมวดหมู่และกระจายไปให้ทั่วทุก ๆ พื้นที่ ดังนั้นสถิติการร้องเรียนที่แสดงนี้เป็นเพียงการเก็บข้อมูลโดยหน่วยงานเดียวในฐานะที่เป็นหน่วยงานกลาง และไม่มีการจำแนกประเภทของแหล่งกำเนิด จึงอาจทำให้ไม่เห็นภาพที่ชัดเจนโดยแท้จริงของสถานการณ์และแนวโน้มของปัญหา
เพื่อให้การนำสถิติและข้อมูลผลการตรวจวัดระดับเสียงนี้ไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงควรมีการนำไปเปรียบเทียบกับข้อมูลผลการตรวจวัดและสถิติปัญหามลพิษทางเสียงในระดับท้องถิ่น หรือการตรวจวัดเฉพาะกรณีด้วย
ข้อมูลการตรวจวัดมลพิษทางเสียงของกรมควบคุมมลพิษ สามารถแสดงได้ว่า สาเหตุสำคัญของปัญหามลพิษทางเสียงโดยเฉพาะในเขตเมืองนั้น เกิดจากการคมนาคมขนส่ง คือ เสียงจากอากาศยาน เสียงจากรถไฟ เสียงจากการจราจรทางบก เสียงจากการเดินเรือหางยาว
สำหรับผลการติดตามสถานการณ์จะ แสดงให้เห็นแนวโน้มของสาเหตุของปัญหามลพิษทางเสียงที่อาจจะมุ่งเน้นเฉพาะในเรื่องการจราจรทางบกเท่านั้นเนื่องจากการกระจายตัวของสถานีตรวจวัดไม่เท่าเทียมกันในพื้นที่ทุกประเภทของการใช้ประโยชน์ที่ดิน และจำนวนสถานีไม่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของแหล่งกำเนิดเสียง ทั้งนี้เป็นผลมาจากการเลือกที่ตั้งของสถานีตรวจวัด ที่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยในการติดตั้งอุปกรณ์ ความสะดวกในการบำรุงรักษาอุปกรณ์ และงบประมาณในระยะเริ่มต้น คือเมื่อ 5 ปี ที่ผ่านมา
ในขณะนี้ กรมควบคุมพิษ กำลังพิจารณาปรับปรุงจุดที่ติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพเสียงทั่วประเทศให้มีความเหมาะสมมากขึ้น ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อแสดงผลสถานการณ์ปัจจุบันของเสียงในประเทศไทย รวมทั้งการปรับปรุงระบบการจัดเก็บสถิติการร้องเรียนด้านมลพิษทางเสียงและความสั่นสะเทือน เพื่อให้สามารถนำสารสนเทศจากข้อมูลสถิติมาใช้ประโยชน์ในการกำหนดมาตรฐาน และวิธีการจัดการปัญหามลพิษทางเสียงและความสั่นสะเทือนในประเทศไทยให้เป็นรูปธรรมต่อไป
สำหรับปัญหามลพิษทางด้านความสั่นสะเทือนนั้นในขณะนี้มีการเก็บรวบรวมข้อมูลน้อยมาก ซึ่งมีเฉพาะข้อมูลการตรวจวัดเรื่องร้องเรียนของกรมควบคุมมลพิษเท่านั้น และในปัจจุบันกฎหมายภายใต้กรอบความรับผิดชอบของกรม มีเพียงมาตรฐานความสั่นสะเทือนจากแหล่งกำเนิด คือ มาตรฐานค่าความสั่นสะเทือนจากเหมืองหิน
